บทความ

สรุปเดือนทั้ง 12 ในภาษาอังกฤษ พร้อมวิธีการใช้ในประโยค

  หลังจากที่เราเรียนเรื่องวันไปแล้ว อีกหนึ่งส่วนสำคัญในการบอกวันเวลาคือ "เดือน" ครับ ในหนึ่งปีมีทั้งหมด 12 เดือน ซึ่งแต่ละเดือนมีชื่อเรียกเฉพาะที่ต้องจดจำ การรู้ชื่อเดือนจะช่วยให้เราบอกวันเกิด หรือนัดหมายสำคัญในแต่ละเดือนได้ถูกต้องครับ รายชื่อเดือนทั้ง 12 (12 Months of the Year) January (มกราคม) February (กุมภาพันธ์) March (มีนาคม) April (เมษายน) May (พฤษภาคม) June (มิถุนายน) July (กรกฎาคม) August (สิงหาคม) September (กันยายน) October (ตุลาคม) November (พฤศจิกายน) December (ธันวาคม) การใช้คำบุพบท (Preposition) กับเดือน จุดนี้ต้องระวังนะครับ เพราะจะต่างจากเรื่อง "วัน" ที่เราเพิ่งเรียนไป ถ้าบอกแค่ "เดือน" เราจะใช้คำว่า in ครับ เช่น in January (ในเดือนมกราคม) แต่ถ้าบอก "วันที่" (มีตัวเลขวัน) เราจะกลับไปใช้คำว่า on ครับ เช่น on January 1st (ในวันที่ 1 มกราคม) ตัวอย่างประโยคบอกเล่า My birthday is in April . (วันเกิดของฉันอยู่ในเดือนเมษายน) It is very hot in April . (อากาศร้อนมากในเดือนเมษายน) Christmas is in December . (คริสต์มาสอยู...

วิธีการบอกเวลาภาษาอังกฤษแบบง่าย (Telling the Time)

  การถามและบอกเวลาในภาษาอังกฤษมีหลายวิธีครับ แต่วันนี้ผมจะสอนวิธีที่ "ง่ายและเป็นธรรมชาติที่สุด" ซึ่งก็คือการอ่านตัวเลขตรงตัวเหมือนนาฬิกาดิจิทัลนั่นเองครับ ประโยคคำถามยอดฮิต เวลาจะถามว่า "กี่โมงแล้ว?" เรามักจะใช้ประโยคนี้ครับ: What time is it? (วอท-ไทม์-อีส-สิท) วิธีการบอกเวลาแบบง่าย (Digital Style) เราจะเริ่มต้นประโยคด้วยคำว่า It is... หรือรูปย่อคือ It's... แล้วตามด้วยตัวเลขครับ เวลาที่ไม่มีนาที (โมงตรง) ให้ใช้คำว่า o'clock ต่อท้ายครับ เช่น 7:00 -> It's seven o'clock . 10:00 -> It's ten o'clock . เวลาที่มีนาที (อ่านตัวเลขต่อกันได้เลย) วิธีนี้ง่ายที่สุดครับ คืออ่านเลขชั่วโมงก่อนแล้วตามด้วยเลขนาทีทันที เช่น 6:15 -> It's six fifteen. 8:30 -> It's eight thirty. 11:45 -> It's eleven forty-five. เทคนิคเพิ่มเติม: AM และ PM เนื่องจากภาษาอังกฤษมักใช้ระบบเวลา 12 ชั่วโมง เราจึงต้องมีตัวช่วยบอกช่วงเวลาครับ: A.M. (Ante Meridiem) : ใช้กับเวลาหลังเที่ยงคืน ถึงก่อนเที่ยงวัน (ช่วงเช้า) P.M. (Post Meridiem) : ใช้กับเวลาหล...

วิธีบอกความเป็นเจ้าของ My, Your, His, Her ใช้ต่างกันอย่างไร?

ในภาษาอังกฤษ เวลาเราต้องการบอกว่าสิ่งของนั้นเป็นของใคร เราจะไม่ใช้คำว่า I, You, He ตรงๆ ครับ แต่เราต้องเปลี่ยนรูปคำให้กลายเป็น "คำแสดงความเป็นเจ้าของ" (Possessive Adjectives) เพื่อนำมาวางไว้ "หน้าสิ่งของ" นั้นๆ ครับ ลองดูตารางสรุปการเปลี่ยนรูปง่ายๆ ด้านล่างนี้ครับ 1. ของฉันและของคุณ I (ฉัน) เปลี่ยนเป็น My (ของฉัน) เช่น My name, My dog You (คุณ) เปลี่ยนเป็น Your (ของคุณ) เช่น Your bag, Your car 2. ของเขา (ผู้ชาย/ผู้หญิง/สัตว์) He (เขาผู้ชาย) เปลี่ยนเป็น His (ของเขา) เช่น His father, His pen She (เขาผู้หญิง) เปลี่ยนเป็น Her (ของเธอ) เช่น Her mother, Her book It (มัน) เปลี่ยนเป็น Its (ของมัน) เช่น Its tail (หางของมัน) 3. ของพวกเราและของพวกเขา We (พวกเรา) เปลี่ยนเป็น Our (ของพวกเรา) เช่น Our house, Our school They (พวกเขา) เปลี่ยนเป็น Their (ของพวกเขา) เช่น Their teacher, Their office กฎการใช้งานที่ต้องจำ จำง่ายๆ ว่าคำเหล่านี้ "ต้องมีสิ่งของตามหลังเสมอ" ครับ เราไม่สามารถพูดแค่ My เฉยๆ ได้ ต้องมี My something เสมอ เช่น This is my ...

การสร้างประโยคคำถาม Yes/No Questions แค่สลับที่ ชีวิตเปลี่ยน

หลังจากที่เราฝึกบอกเล่าและปฏิเสธกันไปแล้ว วันนี้เราจะมาฝึก "ตั้งคำถาม" กันครับ ภาษาอังกฤษมีคำถามประเภทหนึ่งที่ตอบได้ง่ายๆ ว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" ซึ่งเราเรียกว่า Yes/No Questions เคล็ดลับการสร้างประโยคนี้ง่ายมากครับ แค่เรา "สลับที่" ระหว่างประธานกับ Verb to Be เท่านั้นเอง วิธีเปลี่ยนประโยคบอกเล่าเป็นคำถาม หา Verb to Be (is, am, are) ในประโยคให้เจอ ย้ายมันมาไว้ "หน้าสุด" ของประโยค เติมเครื่องหมายคำถาม (?) ไว้ท้ายประโยค ตัวอย่างการสลับที่ บอกเล่า: He is a doctor. (เขาเป็นหมอ) คำถาม: Is he a doctor? (เขาเป็นหมอใช่ไหม?) บอกเล่า: They are happy. (พวกเขามีความสุข) คำถาม: Are they happy? (พวกเขามีความสุขไหม?) การตอบคำถาม (Short Answers) เวลาตอบ เราจะไม่ตอบแค่ Yes หรือ No เฉยๆ แต่จะนิยมตอบแบบสั้นๆ ให้ดูสุภาพและเป็นธรรมชาติครับ Is he a doctor? ใช่: Yes, he is. ไม่ใช่: No, he isn't. Are you hungry? ใช่: Yes, I am. ไม่ใช่: No, I'm not. ข้อควรระวัง: เมื่อถามด้วย You (คุณ) เวลาตอบต้องตอบด้วย I (ฉัน) เสมอนะครับ เพราะเป็นการถาม-ตอบร...

วิธีสร้างประโยคปฏิเสธด้วย Verb to Be แค่เติม Not ก็จบ

วันนี้เราจะมาเปลี่ยนประโยคบอกเล่าที่เราเคยเรียนมา ให้กลายเป็นประโยคปฏิเสธกันครับ สมมติว่ามีคนบอกว่าเราเป็นนักเรียน แต่จริง ๆ เราไม่ได้เป็น เราจะพูดว่าอย่างไร? เคล็ดลับที่ง่ายที่สุดในโลกภาษาอังกฤษคือการเติมคำว่า not (ที่แปลว่า ไม่) วางไว้หลัง is, am, are ครับ โครงสร้างประโยคปฏิเสธ I am not ... (ฉันไม่ใช่...) He / She / It is not ... (เขา/มัน ไม่ใช่...) You / We / They are not ... (คุณ/พวกเรา/พวกเขา ไม่ใช่...) ตัวอย่างเปรียบเทียบ บอกเล่า: I am a doctor. (ผมเป็นหมอ) ปฏิเสธ: I am not a doctor. (ผมไม่ใช่หมอ) บอกเล่า: It is a dog. (มันคือหมา) ปฏิเสธ: It is not a dog. (มันไม่ใช่หมา) การเขียนรูปย่อ (สไตล์เจ้าของภาษา) เวลาคุยกันจริง ๆ เรามักจะรวบคำให้สั้นลงครับ ยกเว้น I am not ที่รวบได้แบบเดียวคือ I'm not is not → isn't (เช่น He isn't Thai.) are not → aren't (เช่น They aren't happy.) ลองฝึกใช้ในชีวิตประจำวัน I'm not hungry. (ฉันไม่หิว) She isn't my sister. (เธอไม่ใช่พี่สาวของฉัน) We aren't at school. (พวกเราไม่ได้อยู่ที่โรงเรียน) แค่เติม not เข้าไป เ...

สรุปการจับคู่ Subject Pronouns กับ Verb to Be ให้เป๊ะเหมือนเจ้าของภาษา

  ยินดีด้วยครับทุกคน เราเดินทางมาถึงบทที่ 10 กันแล้ว! หลังจากที่เราได้เรียนรู้จักทั้งคำสรรพนาม (I, You, He, She...) และ Verb to Be (is, am, are) แยกกันไปแล้ว วันนี้เราจะจับพวกมันมาแต่งงานกันเพื่อสร้างประโยคบอกเล่าที่สมบูรณ์ครับ กฎการจับคู่ที่เราต้องจำให้ขึ้นใจมีดังนี้ครับ 1. พี่น้องตระกูลเอกพจน์ (ประธานคนเดียว/สิ่งเดียว) I คู่กับ am เสมอ (ห้ามแยกจากกันเด็ดขาด) -> I am a student. He, She, It คู่กับ is -> He is tall. / She is kind. / It is a cat. 2. พี่น้องตระกูลพหูพจน์ (ประธานหลายคน/หลายสิ่ง) You, We, They คู่กับ are -> You are my friend. / We are Thai. / They are happy. เทคนิคการเขียนรูปย่อ (Contractions) ในชีวิตประจำวันหรือการพูดที่เป็นกันเอง เรามักจะย่อคำให้สั้นลงเพื่อให้พูดได้เร็วขึ้นครับ I am → I'm He is → He's / She is → She's / It is → It's You are → You're / We are → We're / They are → They're ลองเอามาสร้างประโยคยาวๆ ดูครับ เราสามารถเอาเรื่อง สี, จำนวน, และสิ่งของที่เรียนไปก่อนหน้านี้มารวมกันได้เลย I'm a teacher. (ผมเป...

รู้จัก Subject Pronouns คำสรรพนามใช้แทนชื่อคน สัตว์ สิ่งของ แบบเข้าใจง่าย

  ในการสนทนาภาษาอังกฤษ ถ้าเรามัวแต่เรียกชื่อคนเดิมซ้ำๆ เช่น "Somchai is a doctor. Somchai is 30 years old. Somchai lives in Bangkok." มันจะดูไม่เป็นธรรมชาติและฟังดูติดขัดครับ เจ้าของภาษาจึงนิยมใช้ Subject Pronouns หรือคำสรรพนามมาทำหน้าที่เป็นประธานแทนชื่อเหล่านั้น เพื่อให้ประโยคลื่นไหลขึ้นครับ ผมสรุปกลุ่มคำที่ต้องจำมาให้ดังนี้ครับ กลุ่มที่ 1: แทนตัวเราและคู่สนทนา I (ฉัน/ผม) : ใช้แทนตัวเราเอง You (คุณ/พวกคุณ) : ใช้แทนคนที่เรคุยด้วย กลุ่มที่ 2: แทนผู้ชายและผู้หญิง (เอกพจน์) He (เขาผู้ชาย) : ใช้แทนผู้ชายคนเดียว เช่น พ่อ, พี่ชาย, Somchai She (เขาผู้หญิง) : ใช้แทนผู้หญิงคนเดียว เช่น แม่, น้องสาว, Mary กลุ่มที่ 3: แทนสัตว์และสิ่งของ It (มัน) : ใช้แทนสัตว์ 1 ตัว หรือสิ่งของ 1 ชิ้น เช่น สุนัข, ปากกา, พัดลม กลุ่มที่ 4: แทนพวกเราและพวกเขา (พหูพจน์) We (พวกเรา) : ใช้แทนกลุ่มคนที่มี "ตัวเรารวมอยู่ด้วย" They (พวกเขาทั้งหลาย/พวกมันทั้งหลาย) : ใช้แทนคน สัตว์ หรือสิ่งของที่มี "มากกว่าหนึ่ง" และไม่มีตัวเราอยู่ด้วย เทคนิคการจำ จำไว้ว่า "We มีเรา They ไม่มีเรา...